|

ข่าวดี 11 กรกฎาคม 2553 อาทิตย์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

cat2j5dm ”ข้าพเจ้าจะต้องทำอย่างได้เพื่อจะได้รับชีวิตนิรันดร?” นี่เป็นคำถามที่นักกฎหมายได้ถามพระเยซูเจ้าในพระวรสารวันอาทิตย์นี้  คำตอบก็คือ “ให้เรารักพระเจ้าด้วยสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดกำลัง และสุดสติปัญญาของท่าน และท่านจะต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง”ฟังดูแล้วเป็นบทบัญญัติสั้น ๆ ฟังดูง่าย แต่ความจริงแล้วมันไม่ง่ายเลย… แต่ก็ใช่ว่าทำไม่ได้!

 นักกฎหมายถามพระองค์ต่อว่า “แล้วเพื่อนมนุษย์ที่ว่านี้เป็นใคร?” พระเยซูเจ้าจึงยกเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดีให้ฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่เราคุ้นเคยกันดี จากเรื่องนี้เราได้ข้อคิดที่ว่าทำไมเรารักผู้อื่นยากหรือว่าทำกันไม่ค่อยได้ ส่วนใหญ่มากจากสองสาเหตุนี้

 อย่างแรกคือเรามักคิดถึงตัวเองก่อนเสมอ เมื่อคนที่ถูกผู้ร้ายชิงทรัพย์ ถูกทุบตีปางตาย และถูกทิ้งไว้ คนแรกที่พบเขาคือสมณะ สมณะก็ไม่ช่วยเพราะเขาอาจจะกำลังคิดถึงกฎที่ว่า “ผู้ที่แตะต้องศพจะต้องเป็นมลทินเจ็ดวัน” (กดว 19:11) หากตนเองมีมลทิน จะทำให้หมดสิทธิประกอบถวายเครื่องบูชาในพระวิหารไปอีกเจ็ดวัน เขาไม่ยอมเสี่ยงเสียสิทธินี้  พระวิหารและพิธีกรรมมีความหมายต่อเขามากกว่าความเจ็บปวดของเพื่อนมนุษย์ !… เรามาดูคนที่สองที่คือชาวเลวี เขาอาจเกรงว่าชายคนนี้อาจแกล้งบาดเจ็บล่อให้เหยื่อหลงหยุด เพื่อให้พรรคพวกที่แอบซุ่มอยู่เข้าจู่โจมทำร้ายและปล้นทรัพย์ ซึ่งเป็นวิธีการที่นิยมกันมากในหมู่โจรสมัยนั้น ชาวเลวีคนนี้ก็คิดหวงตัวเองมากว่าที่จะแสดงความรักต่อคนอื่นเช่นกัน

 สาเหตุที่สองคือเรามักมีอคติกับคนอื่น ในเรื่องชายคนที่สามเป็นชาวสะมาเรีย ปกติชาวยิวกับชาวสะมาเรียไม่คบหากันเลย  ถ้าเป็นชาวสะมาเรียโดยทั่วไปเมื่อเห็นคนยิวเจ็บก็น่าจะเดินผ่านไปเฉย ๆ แต่พระเยซูเจ้าทรงพลิกความคิดของสมัยนั้น โดยเล่าว่าชาวสะมาเรียเห็นคนเจ็บน่าสงสาร ต้องการความช่วยเหลือ และเขาก็ได้ช่วย โดยไม่ถือเอาอคติที่เขามีกับชาวยิว ไม่สนว่าเขาจะเป็นใคร ชาวสะมาเรียผู้นี้เป็นเพื่อนบ้านที่แท้จริง… ตอนจบของพระวรสารในวันนี้น่าสนใจ เพราะเมื่อพระเยซูเจ้าถามว่า “ใครเป็นเพื่อนมนุษย์ของคนที่ถูกโจรปล้น?” นักกฎหมายตอบว่า “คนที่แสดงความเมตตาต่อเขา” คิดดูว่าขนาดจะตอบว่า “ชาวสะมาเรีย” เขายังไม่สามารถพูดได้เลย นักกฎหมายคนนี้ชั่งมีอคติต่อชาวสะมาเรียมากจริงหนอ

 การคิดถึงแต่ตัวเองและการมีอคติกับผู้อื่นเป็นอุปสรรคในการที่เราจะแสดงความรักต่อผู้อื่น ในชีวิตของเราเราสามารถเปรียบตัวเราเองได้กับตัวละครทั้งสามคนในเรื่องเล่า เราอาจจะไม่สนใจผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ไม่ได้รักผู้อื่นเหมือนรักตนเอง แต่พระเยซูเจ้าเชื้อเชิญให้เปลี่ยนแปลงจิตใจของเรา ให้เราแสดงความรักเหมือนชาวสะมาเรียผู้นี้ “ความรักที่ไร้อคติและเห็นคุณค่าผู้อื่นเป็นหลัก” เพื่อว่าเราจะได้ชื่อว่าเป็นลูกของพระองค์อย่างแท้จริง และสมจะได้รับชีวิตนิรันดร

 ข้อคิดสำหรับมิสซา :   พระวรสารวันนี้ เล่าถึงผู้ที่มาถามพระเยซูเจ้าว่า “ใครเล่าเป็นเพื่อนมนุษย์ของข้าพเจ้า” คำตอบของพระองค์ เชิญชวนให้เราเป็นมิตรกับทุกคน  และโลกรอบตัวเรา โดยเฉพาะผู้ยากจน  และผู้ที่ถูกข่มเหงรังแก

บทอ่านที่ 1 (เฉลยธรรมบัญญัติ  30:10-14)  บทอ่านที่ 2 (โคโลสี 1:15-20)   พระวรสาร  (ลูกา 10:25-37)

This entry was posted on Friday, July 9th, 2010 at 11:31 am and is filed under สารวัดพระมหาไถ่. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a Reply