เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา มีผู้มารับศีลล้างบาปหลายคนทั้งเด็กเล็กและผู้ใหญ่ ในพิธีรับศีลล้างบาปพระสงฆ์ได้เจิมน้ำมันคริสมาบนศีรษะ ในบทเจิมนี้ได้กล่าวว่า “… ลูก(ผู้รับเจิม)จะได้มีส่วนร่วมในพระกายของพระคริสตเจ้าผู้ทรงเป็นสงฆ์ ประกาศก และกษัตริย์ และมีส่วนร่วมในชีวิตนิรันดรด้วย” ในบทภาวนานี้บ่งชี้ถึงความเชื่อของเราว่า คริสตชนทุกคนมีส่วนร่วมในการเป็นประกาศกของพระเยซูคริสตเจ้า
การเป็นประกาศกคือการเป็นผู้ประกาศพระวาจาของพระเจ้าเหมือนดังที่พระเยซูเจ้าได้รับหน้าที่นี้จากพระบิดา เมื่อพูดถึงการประกาศพระวาจา เราอาจจะนึกว่านี่เป็นงานของพระสงฆ์ และนักบวชเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วเป็นงานของทุกคนที่ได้รับศีลล้างบาป คำถามอาจจะเป็นว่าแล้วเราจะเป็นประกาศกได้อย่างไร?
ในพระวรสารของวันนี้ พระเยซูเจ้าส่งสาวกเจ็ดสิบสองคนออกไปประกาศข่าวดี สาวกทั้งเจ็ดสิบสองคนก็เปรียบเสมือนพวกเราคริสตชนทุกคนนั่นเอง ก่อนออกไปทำงานพระองค์ได้แนะนำพวกเขาว่า อย่านำถุงเงิน ย่ามหรือรองเท้าไปด้วย อย่าเสียเวลาทักทายผู้ใดตามทาง เมื่อเข้าไปทุกบ้านจงนำสันติสุข พำนักอยู่ที่นั่น กินและดื่มตามที่เขาจะนำมาให้ท่าน และสุดท้ายจงรักษาผู้ป่วย และบอกเขาว่า “พระอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ใกล้ท่านทั้งหลายแล้ว” นี่คือคำสั่งของพระเยซูเจ้า
หากเราพิจารณาคำแนะนำของพระองค์นี้หมายความว่าอะไร เราควรทำอะไรบ้างและไม่ควรทำอะไรบ้าง อย่างแรกคือไม่ให้นำถุงเงิน ย่ามหรือรองเท้าไปด้วย และอย่าไปเสียเวลาทักทายผู้ใด สิ่งนี้พระต้องการสื่อว่า ในการทำงานให้พระเราควรระวังไม่ให้ไปยึดติดหรือวุ่นวายใจกับสิ่งของมากจนเกินไป และอย่าไปสนใจสิ่งอื่นที่นอกหลู่นอกทางจากงานของพระองค์ และพระองค์บอกต่อไปว่า จงพำนักอยู่และดื่มกินตามที่เขาจะนำมาให้ท่าน สิ่งนี้สื่อถึงการไว้วางใจพระ ว่าพระจะจัดการทุกอย่าง ถ้าเป็นงานของพระองค์ เราเป็นเพียงเครื่องมือของพระหรือผู้หว่านเท่านั้น ผลที่ตามมาคืองานของพระองค์
สิ่งต่อมาเป็นสิ่งที่สำคัญมากคือการนำสันติไปในทุก ๆ ที่ คริสตชนจะต้องเป็นผู้นำสันติ สันติเกิดได้เมื่อเราดำเนินชีวิตตามคุณค่าของพระวรสาร เพราะว่าพื้นฐานในพระวรสารคือการดำเนินชีวิตด้วยความรัก ความรักนั้นนำมาซึ่งสันติ การอยู่ด้วยความรักและสันติเป็นรูปแบบของพระอาณาจักรของพระเจ้า คำว่าสันติเป็นคำที่ทุกคนใฝ่หา และนำความสงบมาในจิตใจของเราทุกคน ความหมายตรงข้ามของสันติคือ การแตกแยก การต่อสู้ การลุ่มหลง การชิงดีชิงเด่นกัน ดังนั้นหาเราอยากทราบว่าเราเป็นผู้นำสันติหรือไม่ เราอาจจะถามตัวเราเองว่าทุก ๆ ที่ที่เราอยู่เรานำสันติหรือว่านำการแตกแยกไปให้?
หากเราคริสตชนได้ดำเนินชีวิตด้วยสันติและเป็นผู้นำสันติอันแท้จริง ก็เปรียบเสมือนเราเป็นประกาศกของพระ แล้วเราจะกล้าบอกพระเยซูเจ้าอย่างเช่นพวกสาวกได้กลับมาเล่าถึงงานที่เขาทำด้วยความชื่นชมยินดี และเราหวังว่าพระองค์จะบอกกับพวกเราเช่นเดียวกันว่า “จงชื่นชมยินดีมากกว่านี้เถิด เพราะชื่อของท่านได้จารึกไว้ในสวรรค์แล้ว”
ข้อคิดสำหรับมิสซา : พระคริสตเจ้าคือพระผู้ทรงนำมาซึ่งสันติ พระองค์ทรงขอร้องให้เราร่วมงานกับพระองค์ ในการนำสันติภาพมาสู่โลก
บทอ่านที่ 1 (อิสยาห์ 66:10-14) บทอ่านที่ 2 (กาลาเทีย 6:14-18) พระวรสาร (ลูกา 10:1-12, 17-20)
